รูปปั้นนี้เป็นของ จางกงจู่ซือ พระสงฆ์จากสมัยราชวงศ์ซ่ง ( ปี 960-1279 ) ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และเผยแพร่ความเชื่อพุทธศาสนา โดยหลังจากถึงแก่กรรมในวัย 37 ปี ร่างของเขาได้ถูกนำมาทำเป็นมัมมี่ ตามความปรารถนาและบรรจุด้านในรูปปั้น

รูปปั้นดังกล่าวได้ถูกเก็บรักษาที่วัดแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ซึ่งปัจจุบัน คือเมืองซานหมิง ของมณฑลฝูเจี้ยน และเป็นที่สักการะของคนท้องถิ่นเนิ่นนานกว่า 1,000 ปี ก่อนจะถูกลักลอบนำออกจากวัด เมื่อปี 2538

บรรดาชาวบ้านพากันค้นหารูปปั้นจางกงจู่ซือที่สูญหายไป กระทั่งพบรูปปั้นนี้ในนิทรรศการที่ฮังการี เมื่อปี 2558 ทว่าต่อมาพวกเขาไม่อาจเจรจาขอคืนรูปปั้นจาก ออสการ์ วาน โอเวอร์รีม ชายสัญชาติเนเธอร์แลนด์ผู้เป็นเจ้าของรูปปั้นในขณะนั้นได้สำเร็จ

ศาลประชาชนชั้นกลางซานหมิงขึ้นทะเบียนคดีความข้างต้น เมื่อปี 2558 และจัดการพิจารณาคดี 2 ครั้งในปี 2561 ก่อนมีคำสั่งให้วาน โอเวอร์รีมคืนรูปปั้นให้โจทก์ ซึ่งคือคณะกรรมการชาวหมู่บ้านหยางชุนและหมู่บ้านตงผู่ ภายใน 30 วัน เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2563 โดยหมู่บ้านทั้งสองเป็นเจ้าของวัดที่เก็บรูปปั้นโบราณร่วมกัน อย่างไรก็ดีนักสะสมชาวเนเธอร์แลนด์คนนี้ได้ยื่นอุทธรณ์ หลังการพิจารณาคดีครั้งแรกไม่นาน

ด้านศาลประชาชนชั้นสูงของมณฑลฝูเจี้ยนยังคงคำตัดสินเดิม ระหว่างการพิจารณาคดีครั้งที่สอง ซึ่งระบุว่า รูปปั้นจางกงจู่ซือเป็นสมบัติส่วนรวม ที่สืบทอดในพื้นที่นี้มาหลายชั่วอายุคน ทำให้การเป็นเจ้าของรูปปั้นร่วมกันของชาวหมู่บ้านหยางชุนและตงผู่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ขณะที่วาน โอเวอร์รีม ซึ่งอ้างว่าซื้อรูปปั้นดังกล่าวมา เมื่อปี 2539 ไม่ได้มอบเอกสารการจัดซื้อเป็นหลักฐานยืนยันแต่อย่างใด

ระหว่างการอุทธรณ์ ศาลชั้นสูงดังกล่าวกำหนดว่ารูปปั้นนี้มีสถานะเป็นโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่ถูกลักขโมยและส่งออกอย่างผิดกฎหมาย รูปปั้นนี้มีความเชื่อมโยงอันแสนพิเศษกับเหล่าชาวบ้าน ทั้งสะท้อนถึงขนบธรรมเนียมและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงควรถูกส่งคืนเมื่อพิจารณาตามกฎหมาย ความมีเหตุผลและคุณค่าทางจิตใจ

เมื่อปี 2559 ศาลเนเธอร์แลนด์ได้ขึ้นทะเบียนคดีความข้างต้น หลังจากมีการยื่นฟ้องโดยคณะกรรมการชาวหมู่บ้านทั้งสอง และมีการไต่สวนแบบเปิดเผยครั้งแรก ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ในปีถัดมา ทว่าศาลได้ยกฟ้องคดีนี้ในเดือน ธ.ค. 2561 โดยตัดสินว่าคณะกรรมการชาวหมู่บ้านกลุ่มนี้ไม่ใช่นิติบุคคล และไม่มีคุณสมบัติยื่นฟ้อง